หลายครั้ง เราไม่ได้ตั้งมาตรฐานชีวิตขึ้นมาเอง

เราแค่เห็นว่าคนรอบตัวไปถึงไหน แล้วเริ่มรู้สึกว่าตัวเองก็ควรไปถึงตรงนั้นเหมือนกัน

อายุเท่านี้ควรได้เงินเดือนเท่าไร ควรมีบ้านหรือยัง งานควรใหญ่แค่ไหน ชีวิตควรดูมั่นคงแค่ไหน หรือควรมีอะไรให้คนอื่นมองแล้วรู้สึกว่า “ไปได้ดี”

ไม่มีใครมาบังคับตรง ๆ แต่เมื่อเห็นภาพแบบเดิมซ้ำ ๆ เราก็เผลอเอาชีวิตของคนอื่นมาเป็นเกณฑ์วัดชีวิตตัวเอง

และไม่ว่าจะไปถึงไหน ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอสักที

การเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องผิด

การมองคนอื่นมีประโยชน์ บางคนทำให้เห็นว่าชีวิตยังมีทางเลือกอีกมาก บางคนทำให้เห็นวิธีทำงานที่ดีขึ้น หรือทำให้รู้ว่าสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ อาจเป็นไปได้จริง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมองคนอื่น

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อชีวิตของคนอื่นกลายเป็นข้อสอบของเรา

ถ้าเขาไปเร็วกว่า แปลว่าเราช้าไปหรือเปล่า

ถ้าเขามีมากกว่า แปลว่าเรายังไม่สำเร็จหรือเปล่า

ถ้าสิ่งที่เราเลือกไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แปลว่าเลือกผิดหรือเปล่า

พอใช้คำถามแบบนี้นานเข้า การตัดสินใจหลายอย่างก็ไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่ต้องการจริง ๆ แต่เริ่มจากความกลัวว่าจะดูไม่ดีพอในสายตาคนอื่น

ลองตัดเสียงคนอื่นออกสักครู่

มีคำถามหนึ่งที่น่าลองถามตัวเอง

ถ้าไม่มีใครมองอยู่ ไม่มีใครชม และไม่มีใครรู้ว่าเราทำอะไรสำเร็จบ้าง เรายังอยากเป็นคนแบบไหน?

คำตอบอาจไม่ใช่ตำแหน่ง รายได้ หรือภาพชีวิตที่ดูน่าประทับใจ

อาจเป็นคนที่รักษาคำพูด

ดูแลสุขภาพของตัวเอง

ทำงานตรงไปตรงมา

มีเวลาให้คนสำคัญ

ยอมรับเมื่อทำผิด

หรือยังทำสิ่งที่เชื่อ แม้ไม่มีใครเห็น

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เหนือกว่าใคร แต่ช่วยให้รู้ว่าแต่ละวันกำลังเดินไปในทิศทางที่ตัวเองเลือกหรือไม่

มาตรฐานของตัวเองไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่

มาตรฐานส่วนตัวไม่ต้องเป็นคำประกาศใหญ่โต และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชีวิตในครั้งเดียว

อาจเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น

  • ไม่รับงานเพิ่มจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ
  • ทำสิ่งที่รับปากไว้ให้เสร็จ แม้ไม่มีใครตาม
  • มีเวลาให้ครอบครัวโดยไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูตลอด
  • กล้าบอกว่าไม่รู้ แทนการทำเป็นเข้าใจ
  • เก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องซื้อของเพื่อให้ดูประสบความสำเร็จ

ข้อดีของมาตรฐานแบบนี้คือ ไม่ต้องรอให้ใครยอมรับก่อน เรารู้ได้จากสิ่งที่ทำในแต่ละวันว่าเข้าใกล้คนที่อยากเป็นขึ้นหรือยัง

ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกฟังคนอื่น

การมีมาตรฐานของตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจความรู้สึกหรือคำแนะนำของใคร

เสียงจากคนรอบตัวจะยังมีความหมาย โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจของเรากระทบกับครอบครัว คนรัก ทีมงาน หรือความรับผิดชอบที่มีร่วมกัน

คำแนะนำมีไว้ช่วยคิด ไม่ได้มีไว้ตัดสินว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบไหน

ฟังได้ คิดตามได้ และเปลี่ยนใจได้ โดยไม่ต้องปล่อยให้คนอื่นเป็นคนเลือกแทนทั้งหมด

Break Free อาจเริ่มตรงนี้

การ Break Free ไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องลาออก ย้ายเมือง หรือทิ้งทุกอย่างแล้วเริ่มใหม่

บางครั้ง มันเริ่มจากการหยุดเชื่อว่า ทุกการตัดสินใจต้องมีคนเห็นด้วยก่อน และทุกความสำเร็จต้องดูดีกว่าใครจึงจะมีความหมาย

จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพียงการเลือกหนึ่งเรื่อง แล้วถามว่า

  • ตอนนี้กำลังทำสิ่งนี้เพราะต้องการจริง ๆ หรือเพราะกลัวตามคนอื่นไม่ทัน?
  • ถ้าไม่มีใครเห็น ยังอยากทำอยู่หรือไม่?
  • คนที่อยากเป็นจะแสดงออกอย่างไรในเรื่องนี้?
  • สัปดาห์นี้มีอะไรเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงบ้าง?

แล้วลองทำให้ได้จริงสักหนึ่งครั้ง

ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองว่าไม่แคร์ใคร แต่เกิดจากการค่อย ๆ ทำตามสิ่งที่เลือกไว้ จนเริ่มเชื่อใจตัวเองได้มากขึ้น

อิสระอาจไม่ได้เริ่มในวันที่เสียงรอบข้างเงียบลง

แต่อาจเริ่มในวันที่รู้ว่า เสียงไหนควรฟัง และเสียงไหนไม่ควรมีสิทธิ์กำหนดชีวิตทั้งหมด

สุดท้ายแล้ว มาตรฐานที่สำคัญอาจไม่ใช่มาตรฐานที่ทำให้ดูเหนือกว่าใคร

แต่เป็นมาตรฐานที่ทำให้มองกลับมาแล้วรู้ว่า นี่คือคนที่อยากเป็นจริง ๆ